fbpx
Skip to content Skip to footer

เริ่มแล้ว!! Bitcoin ยุค 4.0 หลังการ Halving ครั้งที่สามจบลง

เมื่อคืนที่ผ่านมา (วันที่ 12 พ.ค. 2020) Bitcoin ได้ผ่านเข้าสู่ยุคที่ 4 เป็นที่เรียบร้อยหลังเกิดการ Halving ครั้งที่ 3 ไปเมื่อเวลาประมาณ 02:23 นาฬิกา โดยระบบได้ทำการลด Reward ที่ให้แก่นักขุด (Miner) จาก 12.5 BTC เหลือ 6.25 BTC โดยขณะนั้นบิทคอยน์ซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 8,500 ดอลลาร์และมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 67%

นับตั้งแต่มีการสร้าง Block ขึ้นมาครั้งแรกในปี 2009 (Genesis Block) Bitcoin ได้เกิดการ Halving มาแล้วสามครั้งทุก ๆ 210,000 Blocks หรือประมาณ 4 ปี โดยจะทำการลด Reward ลงครั้งละ 50% ไปเรื่อย ๆ จนบิทคอยน์เหรียญสุดท้ายถูกขุดออกมา

การเกิด Halving ครั้งแรกในปี 2012 ส่งผลให้ Reward ลดลงจาก 50 BTC เหลือ 25 BTC และครั้งที่สองในปี 2016 จาก 25 BTC เหลือ 12.5 BTC

ด้วย Supply ทั้งหมดของ Bitcoin ที่มีทั้งหมด 21 ล้าน BTC คาดว่าการ Halving จะสิ้นสุดลงในปี 2140 หรือในอีก 120 ปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้น Reward ที่ได้รับจะเหลือเพียง 1 Satoshi หรือ 0.00000001 BTC ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด โดยปัจจุบันอ้างอิงจากข้อมูลบนเว็บไซต์ Blockchain.com ระบุว่าปัจจุบันมี Bitcoin ที่ถูกขุดออกมาอยู่ในระบบแล้วทั้งหมดจำนวน 18.37 ล้าน BTC

การเกิด Halving ในสองครั้งที่ผ่านมาได้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อราคาบิทคอยน์ แต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านราคามักจะไม่ได้เกิดในทันทีทันใด โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ 360 – 500 วันหลังเกิดการ Halving กว่าบิทคอยน์จะไปทำจุดสูงสุดใหม่และร่วงลงมาปรับฐานอีกครั้งเป็นเหมือนวัฎจักรทุก ๆ 4 ปี

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : Bitcoin Halving ไม่ได้หมายความว่าราคาจะขึ้น อย่ามโนไปเอง

แต่ผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดขึ้นหลัง Halving น่าจะเป็นผลกระทบต่อนักขุดเสียมากกว่า เพราะรายได้จะหายไปครึ่งหนึ่งในทันที อันจะส่งผลให้เหมืองขุดบางแห่งที่มีอุปกรณ์ไม่ดีพอหรือมีต้นทุนค่าไฟสูง ต้องปิดตัวลงและออกการวงการไป ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่มีแต่เพียงนักขุดรายใหญ่เท่านั้นที่อยู่รอด จะส่งผลให้เกิดการ Centralize หรือรวมอำนาจในการประมวลผลเน็ตเวิร์คของบิทคอยน์มาอยู่ที่จุดใดจุดหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกิดไปหรือไม่ เนื่องจากจุดแข็งหนึ่งของบิทคอยน์คือการที่มันมีความกระจายศูนย์และไม่สามารถถูกควบควมหรือสั่งปิดได้

โดยจากรายงายล่าสุดของมหาวิทยาเคมบริดจ์เผยว่า กำลังการประมวลผลขุดบิทคอยน์กว่า 2 ใน 3 ของโลก ต่างไปกองรวมกันอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งมีพลังงานราคาถูกและยังเป็นประเทศผลิตเครื่องขุดบิทคอยน์ (ASIC Miner) อีกด้วย

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง: ผลวิจัยมหาวิทยาลัย Cambridge เผยเหมืองบิทคอยน์จีนครองสัดส่วน 65% ของ Hash Rate ทั้งหมด

Leave a comment