fbpx
Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

Sentimental Analysis คืออะไร? มารู้จักกับปัจจัยลับที่ทุกคนมองข้าม

TA & FA หลบไป Sentimental Analysis กำลังมา

หลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าปัจจัยที่มีผลต่อราคาของบิทคอยน์หรือคริปโตฯอื่นๆ นั้นมีหลากหลาย แต่ที่นักลงทุนนิยมใช้เพื่อทำนายทิศทางของราคามากที่สุด คงหนีไม่พ้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis หรือ FA) เช่น ข่าวเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การนำไปใช้งานจริง หรือแม้แต่ตัวทีมนักพัฒนาโปรเจคนั้นๆ และแน่นอน อีกวิธีหนึ่งที่นักเทรดนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis หรือ TA) หรือพูดง่ายๆ ก็คือการดูกราฟราคาและรูปแบบแพทเทิร์นต่างๆ นั่นเอง

แต่นอกจาก FA และ TA แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนส่วนมากอาจมองข้ามไป นั่นก็คือปัจจัย “สภาวะทางอารมณ์หรือความรู้สึกของตลาด” (Market Sentimental) ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อการตัดสินใจของนักลงทุน โดยการนำการวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentimental Analysis หรือ SA) มาใช้ การวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้มีประโยชน์อย่างมากในตลาดที่มีความผันผวนรุนแรงอย่างคริปโตฯ

“อย่าเทรดโดยใช้อารมณ์” มักจะเป็นบทเรียนแรกๆ ที่นักลงทุนควรทราบ เพราะถ้าเราปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของความโลภ ความตระหนก หรือความสิ้นหวังไปเสียแล้ว นั่นหมายความว่าเราไม่มีทางที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าอารมณ์เหล่านั้นจะเป็นหนทางแห่งหายนะแต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะใช้อารมณ์ของตลาดมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจก็จะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก ดังเช่นที่นักลงทุนชื่อก้องโลก นาย Warren Buffet เคยกล่าวไว้ว่า “จงกลัวในเวลาที่ผู้อื่นกำลังโลภ และจงโลภในเวลาที่ผู้อื่นกำลังหวาดกลัว”

Image Source: trade.education

มารู้จัก Fear & Greed Index

Fear & Greed Index หรือเรียกง่ายๆว่าดัชนีวัดความกลัวและโลภของตลาดบิทคอยน์ เนื่องจากราคาของบิทคอยร์นั้นมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ค่อนข้างสูง กล่าวคือ นักลงทุนมักจะเกิดความโลภเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การ FOMO (Fear of missing out หรือ ‘กลัวตกรถ’ นั่นเอง) ในทางกลับกัน เมื่อตลาดกลับกลายเป็นสีแดง นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะเทขายเพื่อหนีตายโดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆเลย จึงเป็นที่มาของการจัดทำ Fear & Greed Index ขึ้นมาโดยสร้างจากหลักสมมุติฐานง่ายๆสองประการ

  1. กลัวสุดขั้ว (Extreme Fear) บ่งบอกว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังหวาดกลัว ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อ
  2. โลภสุดขีด (Extreme Greed) บ่งบอกว่านักลงุทนกำลังตกอยู่ในความโลภ เป็นสัญญานว่าการปรับฐานราคากำลังจะมาถึง และเป็นโอกาสดีที่จะทยอยขาย

Latest Crypto Fear & Greed Index

ดัชนีนี้มีค่าจำนวน 0 -100 โดย 0 แสดงถึงความกลัวสุดขั้ว และ 100 แสดงถึงภาวะโลภสุดขีด โดยดัชนี Fear & Greed Index นี้ใช้ข้อมูลประกอบกันจากหลายปัจจัยดังนี้ 1.ความผันผวนของตลาด 2.โมเมนตัมของปริมาณการซื้อขาย 3.สื่อโซเชียลมีเดีย 4.การทำสำรวจ 5.ส่วนแบ่งการตลาดของบิทคอยน์ และ 6.แนวโน้มของ Google Trends

ฟีลลิ่งของคนมีผลมากกว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิค

แม้ผู้เชียวชาญส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่าความรู้สึกของคนบนสังคมออนไลน์ (Social Sentiment) มีผลต่อราคามากกว่าปัจจัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทิศทางของราคาที่แม่นยำที่สุดสำหรับตลาดคริปโตฯ เรื่องนี้พึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้โดยมหาวิทยาลัย Stevens Institute of Technology ร่วมกับ Dickinson College, Ivey Business School และ University of Cincinnati ว่าความรู้สึกของสังคมออนไลน์มีผลต่อราคาของบิทคอยน์ โดยวิเคราะห์จากการทวีต 3.3 ล้านครั้ง และโพสเกี่ยวกับบิทคอยน์กว่า 344,000 โพส ในช่วงระยะเวลาสองปี

นักวิจัยและนักสถิติประยุกต์ นาย Sergey Krutolevich ได้ให้ข้อมูลว่า “ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเงินคริปโตฯมากขึ้นบนโลกออนไลน์ จะตามมาด้วยการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน และราคาของเงินคริปโตฯ นั้นจะปรับตัวสูงขึ้นภายใน 1 ถึง 3 วันหลังจากที่เริ่มมีการพูดถึง ชี้ชัดให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างความรู้สึกของสังคมออนไลน์กับราคาของเงินคริปโตฯ ” 

อีกหนึ่งรายงานโดยบริษัท Pulsar เปิดเผยว่า “เกือบทุกครั้งที่มีการพูดถึงคริปโตฯ ในสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น 10% เราจะสามารถพยากรณ์ได้ว่าราคาของบิทคอยน์จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ภายใน 3วัน”

แม้ว่าจะไม่น่าแปลกใจที่ความรู้สึกของคนจะมีผลต่อตลาด แต่มีผลวิจัยใหม่ออกมาว่า “คนส่วนน้อยที่เสียงดัง” หรือผู้ที่โพสข้อความเกี่ยวกับคริปโตฯ และบิทคอยน์บ่อยครั้ง มีผลต่อราคาน้อยกว่า “เสียงเงียบของคนส่วนใหญ่” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Feng Mai แห่งมหาวิทยาลัย Stevens Institute of Technology ได้ระบุไว้ว่า พวกเขาสามารถสรุปได้ว่า “ในเวลาที่บนโซเชียลมีเดียมีความคิดเห็นที่ดีต่อบิทคอยน์เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อราคาของมันอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อความคิดเห็นเหล่านั้นมาจากบุคคลที่ปรกติแล้วไม่ได้โพสอะไรบ่อยๆ มักจะเป็นตัวชี้วัดผลทำนายราคาได้อย่างชัดเจน นี่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากแก่นักลงทุนและผู้ที่กำลังสนใจจะลงทุน”

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรใช้เครื่องมือชี้วัดเดียวในการวิเคราะห์และคาดเดาทิศทางของตลาด เนื่องจากบิทคอยน์และตลาดคริปโตฯนั้นยังใหม่และมีความผัวผวนสูง ทั้งยังมีปัจจัยมากมายที่สามารถส่งผลกระทบต่อราคาได้ การใช้เครื่องมือต่างๆควบคู่กันกับการศึกษาข้อมูลของเหรียญหรือโปรเจกต์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เท่านั้นที่จะทำให้คุณสามารถสร้างผลกำไรและได้ประโยชน์จากตลาดเกิดใหม่นี้ได้

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง: เครื่องมือการลงทุนในเงินดิจิตอล

Leave a comment